1 วันพิเศษกับประสบการณ์พิเศษๆ

เมื่อประมาณเดือนที่แล้ว ผม อาจารย์พี่ลูกหว้า และอาจารย์ปิ ก็ได้ไปที่สถาบันภาษาเพื่อพูดคุยกับองค์กร Global campuses ซึ่งจากการพูดคุยในครั้งนี้ทำให้ทราบว่า ม.ช. เราเองก็มีการจัดกิจกรรมให้นักศึกษาได้เรียนรู้เกี่ยวกับผู้พิการมากขึ้น โดยคณะที่จัดกิจกรรมนั้นได้แก่ คณะวิจิตรศิลป์ คณะนิติศาสตร์ คณะเทคนิคการแพทย์ ซึ่งกิจกรรมนี้ได้จัดมายาวนานเป็นปีที่ 10 แล้วด้วย ด้วยความที่สนใจ อาจารย์ปิจึงได้ทำการติดต่ออาจารย์ป้อม คณะวิจิตรศิลป์เพื่อขออนุญาตเข้าไปดูการทำกิจกรรมนี้ด้วย ซึ่งผมก็ได้ทำการไปดูกิจกรรมนี้กับเค้าด้วยนั่นเอง

กิจกรรมนี้มีชื่อค่อนข้างยาวมาก คือ กิจกรรมเรียนรู้ด้วยกัน สร้างพลังสู่สังคม จัดที่ตึกเปียโน สถาบันพัฒนาการเด็กราชนครินทร์ (เลยสนามกีฬา 700 ปีไปหน่อยนึง) ซึ่งขอบอกเลยว่าอาจารย์ป้อมได้เลือกสถานที่จัดกิจกรรมได้ดีมาก เพราะตัวอาคารนั้นออกแบบมาเอื้อต่อผู้พิการที่ใช้รถเข็นได้อย่างเต็มร้อย รวมถึงผู้พิการทางสายตาก็สามารถใช้งานลิฟท์ได้อย่างง่ายดาย เนื่องจากตัวลิฟท์นั้นมีอักษรเบลล์ตามปุ่มกด นอกจากนี้ยังมีเสียงให้บริการ (คล้ายๆ ลิฟต์อาคาร 8 ของคณะเรา)

กิจกรรมโดยรวมจะมุ่งเน้นไปที่การให้นักศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรมนั้นได้เรียนรู้และเข้าใจผู้พิการต่างๆ โดยกิจกรรมแบ่งออกเป็นทั้งหมด 4 ฐาน ขอทำการอธิบายไปทีละฐานนะครับ

ฐานที่ 1 ฐานนี้จะมุ่งเน้นไปที่การรู้จักกับตัวเองและก็เพื่อนๆ ก่อน โดยจะเป็นการล้อมวงพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดกัน ก่อนที่จะเกริ่นว่า ถ้าเกิดเราเจอผู้พิการล่ะ เราจะช่วยอะไรเขาได้บ้าง ซึ่งคำตอบโจทย์นี้ได้ดีนั้น อยู่ในฐานต่อไปนั่นเอง

ฐานที่ 2 ฐานนี้จะให้นักศึกษาจำลองบทบาทผู้พิการ โดยแบ่งนักศึกษาออกเป็น 3 กลุ่มย่อยๆ กลุ่ม 1 คือจะให้ลองหัดเดินด้วยไม้ค้ำยันดู กลุ่มนี้จะลำบากนิดนึงเพราะว่าเหนื่อยเมื่อย และก็เจ็บรักแร้พอสมควร ขนาดทดลองใช้แค่ไม่ถึงชั่วโมงนะ กลุ่มที่ 2 จะให้นั่งเก้าอี้วีลแชร์ไปยังจุดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบนทางลาด ทางราบ การลงทางลาดเท่าที่สังเกตดูค่อนข้างทุลักทุเลพอสมควร ใครเคยปั่นจักรยานขึ้นลงทางลาดเอียงก็คงจะเข้าใจดีว่ามันเหนื่อยและน่ากลัวขนาดไหน แต่หากลองนึกสภาพดูว่าผู้พิการที่ต้องนั่งรถเข็นทั้งวันแล้วเจอทางลาดแบบนี้ละ จะเป็นอย่างไร ใครว่านั่งรถเข็นแล้วจะสบาย และกลุ่มสุดท้าย คือ เข้าไปแลกเปลี่ยนพูดคุยความคิดกับผู้พิการ ซึ่งในกลุ่มนี้จะได้เจอทั้งผู้พิการแต่กำเนิด ผู้พิการภายหลัง เป็นแนวที่ให้กำลังใจพอสมควร และเป็นการเปิดความคิดได้อย่างดีเลยว่าผู้พิการนั้นก็ไม่ได้แตกต่างอะไรจากคนปกติ เผลอๆ ทำงานได้ดีกว่าคนปกติด้วยซ้ำไป

ฐานที่ 3 จะแบ่งเป็น 2 stations ย่อย อันแรกเลยคือการจำลองชีวิตผู้พิการทางสายตา โดยให้คนหนึ่งปิดตาแล้วพาเดินไปรอบๆ ห้อง ใครจะรู้ละว่าการพาผู้พิการทางสายตาเดินนี่ก็ลำบากนะ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดประตู การขึ้นลง การให้ผู้พิการจับแขนคนพาเดิน หรือการเปลี่ยนข้างเดิน (ทริคการพาเดินคือให้จับที่เหนือข้อศอก หากเปลี่ยนมือให้ใช้วิธีการเอามืออีกข้างมาจับก่อนให้เปลี่ยนมือไปจับอีกข้างนึง ที่ต้องจับเหนือข้อศอกเพราะบริเวณนี้มีความยืดหยุ่นสูง เวลาขึ้นลง ผู้พิการทางสายตาจะรู้ว่า ระดับของทางนั้นเปลี่ยนไปนะ) แต่ด้วยเวลาจำกับวิทยากรเลยสาธิตแค่การพาเดิน จริงๆ แล้วผู้พิการกับผู้ดูแลนั้นต้องเรียนวิชานี้หลายสิบชั่วโมงเลยแหละกว่าจะพาผู้พิการออกมาเดินบนถนนจริงๆ ได้ ต่อมาอันที่ 2 จะเป็นการสาธิตอุปกรณ์จากนักเทคนิคการแพทย์ที่คอยประดิษฐ์อุปกรณ์เพื่อผู้พิการทางร่างกาย เช่นการต่อด้ามจับให้ยาวขึ้น หรือ ทำผ้าดึงแผลผู้ป่วยไฟคลอก และก็พาไปเรียนรู้การใช้ภาษามือเบื้องต้นเพื่อทำการพูดคุยกับผู้พิการทางการได้ยินอีกด้วย

ฐานสุดท้ายนั้น เป็นฐานเรียนรู้สังคม ซึ่งเป็นการพูดคุยเหมือนฐานๆ แรก เป็นเหมือนการสรุปนั่นเอง

หลังจากเวียนครบทุกฐานแล้ว ก็จะมีการ discuss แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเองภายในกลุ่ม ก่อนจะมานำเสนอให้คนอื่นๆ ฟังกันอีกที

สุดท้ายนี้คิดว่าคงจะดีไม่น้อยเลยถ้าคณะทันตะได้ทำการจัดกิจกรรมอะไรแบบนี้ เพราะ ทันตแพทย์มีผู้ป่วยมาเข้ารับการบริการที่หลากหลาย ไม่ว่าคนที่มีร่างกายแข็งแรงปกติครบ 32 หรือผู้พิการ หากทันตแพทย์เข้าใจและรู้วิธีการดูแลที่พิเศษสำหรับกลุ่มคนเหล่านี้คงจะดีไม่น้อย

20 Facts about me (ลูกโซ่ดีๆ)

น้องชายของผม Cozcazah Santose ยัดเยียดมาครับ ก็เลยต้องนั่งทำ

20 facts.001

1. ชื่อจริงชื่อว่า ณัฐภัทร เวลาสะกดเป็นภาษาอังกฤษจะใช้หลักบาลี-สันสกฤต จึงสะกดว่า Natthabhat ซึ่งคนมักจะอ่านผิดเป็น บั๊ท แม้แต่ชาวต่างชาติ (แต่ในหลวงของเราก็ทรงสะกดพระนามเป็นภาษาอังกฤษว่า Bhummibol นะครับ ซึ่งใช้หลักการสะกดเดียวกัน)

2. มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Nathan ซึ่งคนที่ตั้งชื่อนี้ให้เป็นครูสอนภาษาอังกฤษชาวอเมริกันตอน ป.2 ครับ เนื่องจากว่าเขาไม่สามารถอ่านชื่อภาษาอังกฤษแบบถอดจากภาษาไทยได้ จึงตั้งชื่อให้ใหม่โดยอิงจากเสียงเดิมของภาษาไทย แต่ว่า Nathan อาจจะดูสั้นไป บางทีก็เลยเลือกที่ใช้คำว่า Nathanial

3. เป็นคนที่มีเชื้อสายจีน 100% เนื่องจากปู่ ย่า ตา ยาย เป็นคนจีนหมดเลย จึงไม่แปลกใจที่หน้าจะตี๋ขนาดนี้ แต่ว่าหลังๆ การท่องเที่ยวไทยบูมมากที่จีน ทำให้เวลาไปไหนมาไหนไม่ใครคิดว่าเราเป็นคนไทยเลย ซึ่งโดนโก่งราคาจากร้านค้าเหี้ยๆ เยอะมาก (พวกที่ชอบขายราคาต่างประเทศ) ซึ่งพอบอกว่าเป็นคนไทย เค้าก็เนียนๆ ลดราคาให้นะ อีกเหตุการณ์นึงที่ตลกมากคือ ไปวัดโพธิ์แล้วเค้าทักว่าเราไม่ใช่คนไทย ให้ไปเสียค่าธรรมเนียม พอบอกว่าเป็นคนไทยเท่านั้นแหละ คุยกันเพลินเลยกับลุงที่ดูแลวัด

4. มีชื่อภาษาจีนกับเค้าด้วยนะ ชื่อจีนคือ ลี่เถิง (แปลว่า กระโจนไปข้างหน้าแบบม้า) ส่วนแซ่ก็จะเป็นแซ่หวาง (ที่แปลว่าสีเหลือง) ซึ่งชื่อนี้ อาเหยี่ย (ปู่) เป็นคนตั้งให้ตอนแรกเกิด

5. โดยทั่วไปแล้วจะเฮฮาปาร์ตี้มาก คุยได้ทุกเรื่อง แต่บางทีด้วยความที่เป็นคนปากหมา จึงชอบหลุดอะไรที่แรงๆ ไปนิด ทำให้คนหลายๆ คนเข้าใจผิดแล้วพาลเกลียดขี้หน้าไป ซึ่งจริงๆ แล้ว เราเองก็ไม่คิดอะไร หลังๆ จึงตัดสินใจที่ว่า จะไม่พูดหมาๆ ใส่ใครเด็ดขาด เพราะไม่อยากมีปัญหา

6. นอกจากจะเฮฮาปาร์ตี้แล้ว อีกอย่างคือถ้าเกิดใครทำให้เราโกรธมากๆ นี้ พลังความรุนแรงจะเทียบเท่าระเบิดปรมาณูลงที่ฮิโรชิมาเลย เพราะเป็นคนที่โมโหรุนแรงมาก ซึ่งหลังจากโมโหเสร็จแล้ว จะแอบไปร้องไห้ทีหลังเสมอ เพราะ รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนโกรธได้น่ากลัวมาก ไม่อยากโกรธแบบนี้อีกเลย

7. ตอนเด็กๆ เกลียดวิชาเลขมาก เพราะ เป็นคนโง่สุดๆ ท่องสูตรคูณไม่ได้เลย เวลาสอบก็แอบดูโพย กับบอร์ดที่แปะรอบห้องนะแหละ ถ้าเกิดว่าไม่เห็นจริงๆ ก็จะใช้วิธี เอาตัวเลขมาบวกกันในใจ เริ่มชอบเลขก็เพราะ ครูหนิง ซึ่งครูหนิงทำให้เราเข้าใจเลขมากขึ้น จากโง่ๆ ก็ทำให้เข้าใจมากขึ้นจริงๆ (แต่ก็กลับมาเกลียดเลขอีกครั้งตอน ม.ปลายนะ เพราะเจออาจารย์สอนห้องกิฟต์เลขมาสอน จากที่เข้าใจดีๆ อยู่กลับกลายเป็นไม่เข้าใจไปเลย เรียนภาคตัดกรวยเจออินทิเกรตเต็มกระดาน T^T)

8. ที่บ้านให้เรียนภาษาจีนตั้งแต่เด็กๆ เลย ตอนแรกเกลียดภาษาจีนมาก คัดก็เยอะ จำก็เยอะ แต่พอเริ่มเข้าใจเท่านั้นแหละ รักภาษาจีนขึ้นมาเลย บางคนเห็นลายมือภาษาจีนเราจะคิดว่าเราเก่งมาก แต่จริงๆ แล้ว เขียนสวยอย่างเดียวแหละ ศัพท์บางคำถ้าไม่เปิดดิกก็แปลไม่ออกเขียนไม่ได้นะครับ

9. ด้วยความที่ที่บ้านไม่ให้เล่นเกมเลยตอนเด็ก จึงทำให้สกิลการเล่นเกมอ่อนด๋อยมาก ซึ่งทำให้เล่นแพ้เพื่อนเป็นประจำ จึงไม่ชอบเล่นเกมคอมพิวเตอร์มาก

10. เกลียดกีฬาทุกประเภทที่ใช้ลูกกลมๆ เล่น เพราะว่า ตอนเด็กๆ เคยโดนบอลอัดใส่หน้า จึงทำให้เกลียดลูกกลมๆ ทุกชนิด

11. งานศิลปะเป็นอีกงานที่เกลียดมาก จำได้เลยว่าหลายๆ งานตอนประถมและตอน ม.ต้น เป็นฝีมือของแม่ แต่มีงานนึงจำได้ไม่ลืมเลย เป็นวิชาศิลปะตอน ป.6 โรงเรียนสอนเรื่อง สีร้อน-สีเย็น ข้าพเจ้าก็เลยจัดการลากเส้นโค้งมั่วๆ ตัดกันไปหมด แล้วระบายสีมั่วๆ ให้สีแต่ละช่องมันตัดกันตรงกันข้ามกันให้หมด ซึ่งนั่นเป็นงานศิลปะงานแรกที่ได้คะแนนเต็ม อาจารย์ชมว่าสวยมาก ใช้สีได้ดีมาก มีความเป็นศิลปะ แต่จริงๆ แล้วคือวาดมั่วๆ นะ

12. เชื่อไหมว่าเป็นคนจับปากกา จับช้อนส้อม จับมีด และจับตะเกียบ ไม่เหมือนชาวบ้านเค้ากัน โดนบังคับให้จับให้ถูกประจำ แต่ทุกวันนี้ก็ยังจับประหลาดๆ อยู่นะ

13. ตอน ป.3 ติดการ์ตูนเรื่อง การผจญภัยของตินติน มาก (ตอนนั้นการ์ตูนเน็ตเวิร์คกกำลังออกอากาศเรื่องนี้พอดี) เลยเชียนการ์ตูนเลียนแบบในชื่อเรื่องว่า เฮอร์บัส แต่ผลก็คือโดนครูที่โรงเรียนริบไปหมดเลย (ทุกวันนี้สงสัยว่าจะริบไปทำไม)

14. เป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือมาก ทุกๆ วันต้องมีหนังสือติดมืออย่างน้อยเล่มนึงเสมอ โดยหนังสือเล่มแรกที่ทำให้ชอบอ่านหนังสือมากๆ ก็คือ หนังสือชุดห้าสหายผจญภัย ซึ่งมักจะไปตามหาเสมอเวลาเล่มใหม่ออก รองลงมาคือหนังสือชุด แฮร์รี่ พอตเตอร์ แต่พอมาอยู่มหาวิทยาลัยกลับกลายเป็นว่าเราต้องอ่านหนังสือตลอดเวลา และเป็นหนังสือที่เราไม่ชอบอย่างมาก เพราะโดนบังคับอ่าน (หนังสือเรียนนะเอง) ทำให้เป็นคนที่ขยาดกับตัวหนังสือมาก เคยอ่านมากจนรู้สึกหน้ามืด ตาลาย อยากจะอ้วกเลยทีเดียวเชียว

15. ตั้งเป้าหมายในชีวิตไว้ว่าอยากมีบ้านของตัวเองสักหลัง กับเดินทางแบคแพคไปต่างประเทศที่ไม่ค่อยมีคนไทยไป เช่น เนปาล ทิเบต ลาว เวียตนาม เมียนมาร์ นอกจากนี้ความฝันคือการทำภาพยนตร์สักเรื่อง เพราะ ชอบในการเล่าเรื่องผ่านภาพและเสียงมากๆ มีหนังสือของตัวเองในร้านหนังสือ ไม่ต้องขายดี แต่ขอให้มีคนอ่านแล้วชอบก็พอแล้ว สุดท้ายคือเคยคิดจะทำร้านอาหารร้านนึงแหละ แต่คงเป็นแค่ความฝัน เชื่อว่าสักวันนึงจะทำให้เป็นจริงให้ได้

16. ตอนอยู่ ม.5 น้ำหนักอยู่ที่ 61 กิโลกรัม ซึ่งผอมมาก จนอาจารย์บอกให้เพิ่มน้ำหนักซะ จนน้ำหนักอยู่ที่ 63 กิโลกรัม แต่พอขึ้นมหาวิทยาลัยเท่านั้นแหละ น้ำหนักพุ่งไปถึง 76 กิโลกรัมเลยทีเดียว ซึ่งตอนนี้ก็พยายามลดน้ำหนักให้เหลือสัก 65 กิโลกรัมให้ได้ อย่าเพิ่งว่าเราว่าอ้วนนะ

17. เป็นคนซุ่มซ่ามมากๆ ชอบเดินชนประตู ประตูหนีบ ตกบันได ทำของตก เป็นประจำ ตอนปี 1 หนักมากจนกระดูกแขนหลุดจากเบ้า ทำให้ต้องใส่ที่ห้อยแขนเกือบทั้งปี เพราะหลุดบ่อยมาก (ใครเคยเป็นจะเข้าใจ แค่จามก็หลุดแล้ว) สุดท้ายก็ต้องไปผ่าตัดใส่เอ็นเทียม นอกจากนี้ยังป่วยบ่อยๆ ช่วงอากาศเปลี่ยน แต่ตอนปี 1 (อีกแล้วหรอวะ) เป็นไข้เลือดออกด้วยจ้า นอกจากนี้ยังไส้ติ่งอักเสบจนแตก เพราะหมอวินิจฉัยผิดพลาด สุดท้ายเลยได้นอนดูลำไส้ตัวเองเป็นอาทิตย์เลย สยองชิบ ตอนหมอเอาน้ำเกลือเข้าไปเช็ดในท้องมันสยึยๆ แปลกๆ อยากรู้ว่าเป็นไง ต้องลองครับ

18. เป็นคนที่ร้องเพลงได้เหี้ยมาก แค่ไล่คีย์ก็ไม่รอดแล้ว เพี้ยนครบทุกโน้ต ไปคาราโอเกะจะเน้นที่การเต้นกับลิปซิงค์นะครับ แต่ชอบฟังเพลงมากเลยนะ สวนทางกับสกิลการร้องเพลง

19. มีคนเกลียดนัทมากกว่าคนที่ชอบนัท และคนที่เกลียดนัทส่วนใหญ่ เป็นคนที่ไม่เคยรู้จักหรือสนิทกันเป็นการส่วนตัว

20. ถ้าไม่เข้าใจเรื่องไหน แล้วอยากรู้เรื่องไหนก็จะพยายามไปตามหาให้รู้ลึกรู้จริงให้ได้ แต่ถ้าไม่รู้สึกว่าอยากจะรู้เรื่องนั้นก็แทบจะไม่ให้ความสนใจอะไรกับมันเลย

เมื่อ Die พาเรา Die

เกิดเหตุการณ์ช็อกโลกขึ้น เมื่อข้าพเจ้าหยิบ Die มา จะทำการวัดก่อนเอาไปทริมฐานให้สวยงาม แต่ดันทำตกพื้น die ที่ทำไว้แล้วเกิดการตกแตกบิ่นไปครึ่งซี่ แทบจะกรีดร้องออกมาเป็นภาษาต่างดาวในทันใด (ภาษาอะไรวะ!?)

ผลคือ ข้าพเจ้าต้องทำการพิมพ์ปากใหม่ (แอบมีโกงนิดนึง ซึ่งไม่ขออธิบาย เพราะมันไม่ดี) แล้วก็ทำการเท Die ใหม่ … คืนนี้ข้าพเจ้าจะได้นอนมั้ย TT

– โปรดติดตามตอนต่อไป –

นัท

IMG_2256.JPG
ภาพประกอบ : Die ที่พาข้าพเจ้า Died

บล็อกแรก !?

เป็นครั้งแรกที่ลองเขียนบล็อกครับ อย่าคาดหวังอะไรมาก เพราะนัทก็ไม่ได้คาดหวังให้มีคนเข้ามาอ่านบล็อกนี้อยู่แล้วละครับ
บล็อกนี้ก็คงเป็นบล็อกเขียนง่ายๆ สบายๆ อยากจะเขียนอะไรก็เขียนๆ มันลงไป อาจจะเป็นการเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปแล้วสไตล์นัท
หรือว่าจะเป็นการรีวิวหนังสือ ภาพยนตร์ หรือสถานที่ท่องเที่ยวอะไรก็ตาม ที่คิดว่าอยากเขียน อยากเล่าให้ฟัง เป็นการพูดคุยบอกกล่าวซะส่วนใหญ่นั้นแหละครับ คงไม่ได้เป็นมาตรฐานใดๆ ว่า เห้ย นัทบอกว่าดี ทุกคนต้องแห่กันไปตามหรืออะไรอย่างนั้น เพราะเป็นการเขียนตามความรู้สึกมากกว่า แต่ก็กลัวจะมองว่า นัทแม่งไร้สาระอ่ะ ก็คิดว่าหากวันไหนอยากมีสาระ ก็จะสรุปสิ่งที่ไปพบไปเจอมา ให้คนที่หลงเข้ามาในบล็อกนี้ได้อ่านกันนะครับ คงไม่มี reference อะไรมากมาย เพราะนี่เป็นบล็อกนะ ไม่ใช่บทความวิชาการอะไรเนอะ

ไว้รออ่านกันละกันนะ

นัท